Main Menu

การนำยางมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลายชนิด ซึ่งกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางได้เริ่มเดินเครื่องผลิตในเชิงพาณิชย์แล้ว PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2017 เวลา 19:52 น.

"สยามสนาม" ผนึกสหกรณ์สุราษฎร์ฯลุย

400สนามกีฬา

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

 

ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ราคายางพาราตกต่ำและล้นตลาดอย่างหนักกลุ่มเกษตรกร

ชาวสวนยางพาราได้พยายามฝ่าวิกฤตหาวิธีการนำยางมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ

โดยมีสถานศึกษาและหน่วยงานราชการบางแห่งได้เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงโจทย์ใหญ่ใ

นตอนนี้ก็คือ ไทยทำ-ไทยใช้ เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศให้มากขึ้น

เพราะที่ผ่านมาพึ่งพาการส่งออกเป็นหลักและส่วนใหญ่เป็นเพียงการส่งออกวัตถุดิบ

ขั้นต้นเท่านั้น เช่น น้ำยางข้น ยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง เป็นต้นข้อมูลจากสถาบันวิจัยยาง

กรมวิชาการเกษตรระบุว่า ในปี 2557 ประเทศไทยมีการผลิตยางพารา 4,323,975

ตันแบ่งเป็นปริมาณการส่งออก 3,770,649 ตัน ใช้ในประเทศ 541,003 ตัน และสต๊อก

516,756 ตัน คิดเป็นมูลค่า

การส่งออก 193,749.21 ล้านบาท โดยส่งออกไปยังประเทศจีนมากที่สุด มีอัตรา

การเติบโตการใช้ยางในประเทศจากปี 2556 อยู่ที่ 3.9%ในปี 2559 รัฐบาลได้ตั้งเป้า

เพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศให้ได้ 20,000 ตัน ด้วยการประสานกับหน่วยงาน

ภาครัฐให้นำยางพาราไปใช้ในการก่อสร้างถนน และสนามกีฬามากขึ้น"ประชาชาติธุรกิจ"

สำรวจความคืบหน้าการแปรรูปยางเพื่อเพิ่มมูลค่า พบว่า ขณะนี้เกิดกระแสความตื่นตัว

เกี่ยวกับการนำยางมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลายชนิด ซึ่งกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยาง

ได้เริ่มเดินเครื่องผลิตในเชิงพาณิชย์แล้ว เช่น หมอนยางพารา รองเท้า ถุงมือชุบน้ำยาง

เบาะ พื้นสนามกีฬา ถ้วย/จอกยาง เป็นต้น ล่าสุดมีเอกชนจับมือกลุ่มสหกรณ์ผลิต

พื้นสนามกีฬา ตั้งเป้าหมายมากกว่า 400 สนามขณะที่งานวิจัยหลายชิ้นจากสถาบัน

การศึกษาต่าง ๆ เริ่มถูกนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หรือโปรดักต์ใหม่ ๆ ส่งจำหน่าย

ในตลาดแล้ว โดยการผสมผสานองค์ความรู้กับภูมิปัญญาชาวบ้านในพื้นที่ต่าง ๆ

โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งเป็นแหล่งปลูกยางพารามากที่สุดของประเทศ และ

ยังเป็นคลังความรู้เรื่องยางพาราอีกด้วย

"สยามสนาม" ลุย 400 สนามกีฬา

นายเสฎฐพันธ์ เลิศบวร ประธานกรรมการ บริษัท สยามสนาม จำกัด เปิดเผยกับ

"ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ก่อนหน้านี้บริษัททำเกี่ยวกับงานก่อสร้าง กันซึมอาคาร และ

เริ่มจับงานพื้นสนามกีฬาได้ประมาณ 2 ปี ซึ่งบริษัทจะเน้นเกี่ยวกับการผลิตและ

จำหน่ายพื้นยางพาราโดยเฉพาะ ซึ่งตลาดใหญ่มาก"เราเริ่มต้นจากการตั้งโจทก์ว่า

ทำอย่างไรที่จะเอายางพารามาแปรรูป และเพิ่มมูลค่าให้ได้ ซึ่งก็พบว่าทาง

กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้คิดค้นนวัตกรรม

พื้นสนามที่ทำจากยางพาราพอดี ซึ่งเป็นองค์ความรู้ใหม่ จึงคิดที่จะเอานวัตกรรม

พื้นสนามของกรมวิทย์มาต่อยอด ประกอบกับบริษัท ทราบว่าทางชุมนุมสหกรณ์

อุตสาหกรรมยางพารา ภาคใต้ (ชสอต.) มีความสามารถในการผลิตวัตถุดิบ

สำหรับทำสนาม จึงอาสาเป็นทัพหน้าที่จะทำการตลาดให้กับ ชสอต."

นายเสฎฐพันธ์กล่าวว่า เป้าหมายในปี 2559 จำนวน 400 สนามประกอบด้วย

สนามที่เราทำเอง และขายให้กับคู่ค้าด้วย ถ้าสนามกีฬาทุกแห่งในประเทศไทย

หันมาใช้ยางพารา คนที่ได้อานิสงส์ก็คือชาวสวนยางประมาณ 50,000 คนที่เป็น

สมาชิกของสหกรณ์แห่งนี้ และที่นี่จะเป็นต้นแบบให้กับสหกรณ์อื่น ๆ หันมา

ร่วมมือกันผลักดันในเรื่องนโยบายยางให้เป็นรูปธรรม ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์

บริการทำหน้าที่ในการพัฒนาสูตรและดูแลมาตรฐาน


ในส่วนของกำลังการผลิต โรงงาน ชสอต.สามารถรองรับการผลิตเม็ดยางแดง

เม็ดยางดำ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตพื้นสนามได้เพียงพอ มีกำลังการผลิต

อยู่ที่วันละ 3 ตัน ในขณะที่สนามมาตรฐานใช้เม็ดยางดำประมาณ 10 ตันต่อ 1 สนาม

ซึ่งตั้งเป้าปี 2559 ไว้จำนวน 400 สนามในกลุ่มขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ซึ่งยังไม่รวมสนามของสำนักงานการประถมศึกษา (สปฐ.) หรือกระทรวงศึกษาธิการ

หรือหน่วยงานอื่น ๆ และสนามของเอกชน

"เม็ดยางดำจะทำจากยางพารา 100% ซึ่งแต่เดิมเม็ดยางดำจะผลิตจากเศษยาง เช่น

เศษยางล้อรถยนต์ เศษยางขอบกระจก ซึ่งเป็นยางที่ตายแล้ว คุณภาพสู้

ยางธรรมชาติใหม่ ๆ ไม่ได้ แต่หากใช้ยางพาราธรรมชาติเราสามารถกำหนดและ

ควบคุมคุณภาพได้ โดยบริษัทจะสร้างด้วยระบบยูเพลย์ ทำให้พื้นสนามในประเทศไทย

ใช้ยางพาราโดยเฉพาะ ไม่ใช่การเอามาต่อกันเป็นจิ๊กซอว์ โดยจะใช้เครื่องจักรวิ่งลง

ไปรีดให้ติดสนาม จะไม่มีปัญหาการหลุดลอกหรือหลุดเป็นชิ้น ๆ" นายเสฎฐพันธ์กล่าว

สำหรับบริษัท สยามสนาม จำกัด และ ชสอต. ได้ลงนามในสัญญาแต่งตั้งตัวแทนจำหน่าย

โดย ชสอต.ได้แต่งตั้งให้บริษัทสยามสนามเป็นผู้แทนจำหน่ายเม็ดยางแดง เม็ดยางดำ

ที่ผลิตโดย ชสอต.แต่เพียงผู้เดียว กำหนดระยะเวลา 3 ปีนอกจากนั้น หลายหน่วยงาน

ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ยังได้ให้การสนับสนุนการใช้ผลิตภัณฑ์ยางพาราแปรรูปของ

ชสอต. อาทิ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสุราษฎร์ธานี จะทำหนังสือถึงโรงงานอุตสาหกรรม

ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้พิจารณาใช้สายพานที่ผลิตโดย ชสอต. อาทิ โรงงานโม่หิน

โรงงานแปรรูปไม้ยางพารา โรงงานแปรรูปยาง ซึ่งทั้งจังหวัดมีโรงงานที่ต้องใช้สายพาน

ในกระบวนการผลิตประมาณ 119 แห่ง

ผลิตสายพาน-ล้อโฟร์กลิฟต์

ในส่วนของชุมนุมสหกรณ์อุตสาหกรรมยางพารา ภาคใต้ (ชสอต.) ได้ผลิตสายพานลำเลียง

เป็นผลิตภัณฑ์หลัก ซึ่งใช้ในโรงโม่หิน โรงแต่งแร่ และการลำเลียงพืชผลทางการเกษตร

ในปี 2559 มีเป้าหมายในการเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น ยางล้อรถโฟร์กลิฟต์ ยางปูพื้น เป็นต้น

ส่วนเม็ดยางดำจะเริ่มดำเนินการผลิตในเร็ว ๆ นี้นายเสน่ห์ ศรีรักษา ผู้จัดการโรงงาน ชสอต.

ให้ข้อมูลว่า โรงงานสามารถผลิตเม็ดยางดำได้วันละ 2 ตัน โดยใช้ยางธรรมชาติ 1 ใน 3

ของน้ำหนักผลิตภัณฑ์ ซึ่งทางโรงงานจะรับซื้อยางจากสมาชิกในรูปแบบยางแผ่นรมควัน

แล้วนำมาแปรรูปเป็นยางคอมพาวนด์ หลังจากนั้น จึงแปรรูปอีกขั้นเป็นแผ่นยางดำก่อน

จะนำไปย่อยให้เป็นเม็ดยางตามขนาดที่ต้องการ ทาง ชสอต.ได้ส่งเม็ดยางดำที่ผลิตได้

ไปตรวจสอบคุณภาพที่กรมวิทยาศาสตร์บริการ ซึ่งก็ผ่านมาตรฐานและได้รับการรับรองแล้ว

ปัจจุบันโรงงานจะผลิตเม็ดยางดำเพียงอย่างเดียวก่อน โดยต้องเพิ่มเครื่องจักร (เครื่องย่อย)

อีก 1 ชุด มูลค่า 1 ล้านบาท ส่วนขั้นตอนการผลิตอื่น ๆ สามารถใช้เครื่องผสมและเครื่องอบ

ที่มีอยู่เดิมได้ ในส่วนของการผลิตเม็ดยางแดงนั้นยังไม่สามารถผลิตได้ เนื่องจากการผสมยาง

ให้เป็นสีแดงต้องใช้เครื่องผสมแยกต่างหาก เพื่อให้ได้สีตามกำหนด ซึ่งต้องซื้อเครื่องผสม

เพิ่มอีก 1 ตัว ราคา 10 ล้านบาท ซึ่งยังไม่มีเงินลงทุนในส่วนนี้ทั้งนี้ สัดส่วนการใช้เม็ดยางแดง-

เม็ดยางดำในการทำสนามกีฬา จะใช้เม็ดยางดำมากกว่า เช่น สนามขนาดความหนา 10 มิลลิเมตร

จะใช้เม็ดยางแดง 3 มิลลิเมตร ที่บริเวณผิวด้านบน ส่วนอีก 7 มิลลิเมตรจะใช้เม็ดยางดำในส่วน

ด้านล่างของพื้นสนามสำหรับข้อห่วงใยเรื่องมาตรฐานนั้น กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ออก

ประกาศกระทรวงเรื่องกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมยางใช้ทำพื้นสังเคราะห์

มาตรฐานเลขที่ มอก.2682-2558 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2558 โดยกำหนดคุณลักษณะ

ของเม็ดยางสี และเม็ดยางดำให้มีสัดส่วนของยางธรรมชาติไม่น้อยกว่า 55 และ 95%

ปริมาณยางต้องไม่ต่ำกว่า 30% ของเนื้อวัสดุทั้งหมด พร้อมกำหนดคุณสมบัติทางฟิสิกส์

ของเม็ดยางสีด้วย


ลู่-ลานกรีฑามีมาตรฐานแล้ว

ด้านกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ศึกษาและพัฒนาวัสดุยางสังเคราะห์และ

ยางธรรมชาติเพื่อจัดสร้างลู่-ลานกรีฑาโดยผลการวิจัยพบว่าพื้นลู่-ลานกรีฑาที่พัฒนา

ขึ้นมามีคุณสมบัติต่าง ๆ ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดโดยสหพันธ์กรีฑานานาชาติ

(IAAF) ทุกรายการ โดยได้ส่งชิ้นงานดังกล่าวเข้ารับการทดสอบที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองจาก IAAFสำหรับสูตรการสร้างลู่-ลานกรีฑาที่

กรมวิทยาศาสตร์บริการคิดค้นขึ้นมา มีค่าใช้จ่ายตารางเมตรละ 1,700 บาท คำนวณจาก

ต้นทุนยางกิโลกรัมละ 50 บาท เมื่อเทียบกับงานทำพื้นสนามเดิมที่ต้องนำเข้าวัสดุ คิดเป็น

ราคาตารางเมตรละ 2,500 บาท สามารถลดค่าใช้จ่ายได้ 800 บาทต่อตารางเมตร

หรือประมาณ 30%ขณะเดียวกัน จากการสำรวจความต้องการใช้ยาง โดยกระทรวง

การท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงมหาดไทย มีความต้องการใช้

งานในปีงบประมาณ 2558 คิดเป็นพื้นที่ 6,771,440 ตารางเมตร ปี 2559 พื้นที่ 9,207,995

ตารางเมตร และปี 2560 พื้นที่ 4,721,679 ตารางเมตร ใช้ปริมาณยาง 20,275 ตัน,

23,164 ตัน และ 11,951 ตันนี่คือตัวอย่างของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางพาราโดยฝีมือ

คนไทยที่ไม่ด้อยกว่าใคร วันนี้เกษตรกรทำได้และใช้งานได้จริง มีมาตรฐานการันตี

เพียงแต่คนไทยจะตระหนักและหันมาใช้สินค้าไทยหรือไม่...



 

ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

www.facebook.com/PrachachatOnline

ทวิตเตอร์ @prachachat


รับทำพื้นและผนังจากยางพาราติดต่อ http://www.thaiparacement.com

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 05 เมษายน 2018 เวลา 04:46 น.